"ยกเครื่องประกันสังคม" แนะออกนอกระบบราชการเพื่อความคล่องตัวในการบริหาร
นักวิชาการ ย้ำ ถึงเวลา"ยกเครื่องประกันสังคม" หัวใจคือการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขของสังคม แนะ ออกนอกระบบราชการ เพื่อความคล่องตัวในการบริหารจัดการลงทุน
นายกฤษฎา ธีระโกศลพงศ์ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผย กับทีมข่าว PPTV ถึงกรณีการปรับเพดานเงินสมทบกองทุนประกันสังคมเป็นสูงสุด 875 บาท (จากฐานเงินเดือน 17,500 บาท) ว่า เป็นประเด็นที่สร้างแรงกระเพื่อมในสังคมอย่างมาก โดยเฉพาะคำถามเรื่องความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับเม็ดเงินที่หายไปจากกระเป๋า โดยระบุว่าเราไม่สามารถนำประกันสังคมไปเปรียบเทียบกับประกันเอกชนในมิติของกำไรขาดทุนรายบุคคลได้ เพราะนี่คือระบบ "Social Insurance" หรือ การเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข
ที่เป็นตาข่ายรองรับความเสี่ยงพื้นฐานให้กับคนทั้งสังคมตั้งแต่เกิดจนตาย
โดยเหตุผลสำคัญที่ทำให้การปรับเพดานครั้งนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คือการเตรียมรับมือกับสังคมสูงวัยที่โครงสร้างประชากรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากคนไทยมีอายุขัยเฉลี่ยยืนยาวขึ้นถึง 78-79 ปี หากยังใช้ฐานคำนวณเดิม เงินบำนาญชราภาพที่จะได้รับเพียง 4,000-5,000 บาทต่อเดือน จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต เพราะไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพพื้นฐาน
"สุขภาพประชาชนแข็งแรงขึ้น อายุยืนยาวขึ้น เงินที่ได้ 4,000 กว่าบาท ไม่พอแน่นอน การที่ขยายตรงนี้ไป มันก็จะเป็นกรอบในการสมทบที่เอาไว้คำนวณเงินในส่วนของชราภาพ ซึ่งจะได้เงินมากขึ้นตามไปด้วย ตรงนี้ผมคิดว่าสำคัญ"
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ทำให้ผู้ประกันตนรู้สึกต่อต้านไม่ใช่แค่เรื่องการจ่ายเพิ่ม แต่เป็นเพราะโครงสร้างเศรษฐกิจภาพรวมที่ดูโตขึ้น แต่กลับกันเงินในกระเป๋าของผู้ประกันตนไม่ได้ขยายตามระบบเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำทางรายได้จึงเป็นปัจจัยเร่งให้ความไม่พอใจทวีความรุนแรงขึ้น
สำหรับ ด้านธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการกองทุนที่มีวงเงินบริหารจัดการตามกฎหมายถึง 10% ของเงินสมทบนั้น นายกฤษฎา มีข้อสังเกตเรื่องความโปร่งใสและความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณส่วนนี้ โดยชี้ให้เห็นความผิดปกติในการใช้งบที่อาจผิดวัตถุประสงค์ หรือไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ประกันตนอย่างแท้จริง อย่างกรณีที่เป็นข่าวเรื่องการตัดชุดสูทหรือการปรับปรุงโรงอาหารภายในหน่วยงาน ไม่สอดคล้องกับงบประมาณที่ใช้ไป
ทั้งนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และภาคประชาชน จำเป็นต้องเข้าไปตรวจสอบเส้นทางการเงินและการบริหารจัดการภายในอย่างเข้มข้น เพื่อให้มั่นใจว่าเงินทุกบาทที่มาจากหยาดเหงื่อแรงงานถูกใช้อย่างโปร่งใสและคุ้มค่าที่สุด
สำหรับการปฏิรูปโครงสร้างประกันสังคมให้ก้าวทันโลกและการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ นายกฤษฎา เสนอว่าทิศทางที่ควรจะเป็นคือการนำประกันสังคม "ออกนอกระบบราชการ" เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุน โดยอาจพิจารณาโมเดลที่คล้ายคลึงกับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)เป็นต้นแบบ คือยังอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ แต่มีความเป็นมืออาชีพแบบเอกชน
"อยากจะให้ประกันสังคมออกนอกระบบราชการ ในความหมายนี้ผมเข้าใจว่าไม่ใช่ ออกนอกระบบ แล้วเป็นแบบเอกชนเลย แต่อยู่ภายใต้การการกำกับอะไรบางอย่างของรัฐอยู่ แต่เราต้องหาคนที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ มาบริหารจัดการ"
นอกจากนี้ ประเด็นในการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ด) นายกฤษฎา สนับสนุนระบบการเลือกตั้งแบบ1 สิทธิ์ เลือกได้ 7 คน มากกว่าแบบ 1 สิทธิ์ เลือก 1 คน เพราะมองว่าแบบหลังจะนำไปสู่ระบบการแบ่งผลประโยชน์และพวกพ้องได้ง่ายกว่า พร้อมทั้งเสนอให้ลดสัดส่วนตัวแทนภาครัฐในบอร์ดบริหารลง และเพิ่มสัดส่วนตัวแทนฝ่ายลูกจ้างให้มากขึ้น เพื่อให้เกิดการถ่วงดุลอำนาจที่แท้จริง
นายกฤษฎา ยังได้ฉายภาพถึงความท้าทายในอนาคตที่ระบบประกันสังคมต้องเผชิญ ทั้งเรื่องค่าครองชีพที่สูงขึ้นและรูปแบบการจ้างงานที่เปลี่ยนไป โดยจากการสำรวจข้อมูล พบว่า การใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ ให้รอดได้ในปัจจุบัน ต้องมีรายได้เฉลี่ยถึงวันละ 700 บาท หรือกว่า 21,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นตัวเลขที่นายจ้างหลายรายมองว่าจ่ายไม่ไหว แต่คือความจริงที่ลูกจ้างต้องแบกรับ
นอกจากนี้ ระบบประกันสังคมปัจจุบันที่แบ่งแยกเป็นมาตรา 33, 39 และ 40 กำลังกลายเป็นกรอบที่แข็งตัวเกินไป ไม่สอดคล้องกับเทรนด์การทำงานแบบ Gig Economy หรือ ฟรีแลนซ์ที่มีความยืดหยุ่นสูง โดยเฉพาะมาตรา 40 ที่มีผู้ลงทะเบียนกว่า 10-11 ล้านคน แต่มีผู้ส่งเงินสมทบจริงเพียง 1.4 ล้านคน ส่วนใหญ่เข้ามาเพียงเพื่อรับสิทธิเยียวยาช่วงโควิดแล้วหายไป นายกฤษฎา ชี้ว่า นี่คือโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลชุดใหม่ต้องเร่งแก้ไขเพื่อออกแบบระบบสวัสดิการ ที่"ยืดหยุ่นแต่ยังคงความมั่นคง" ให้ครอบคลุมแรงงานทุกรูปแบบ ไม่ใช่แค่คนในระบบโรงงานหรือสำนักงานแบบเดิมอีกต่อไป
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB